0 แชร์
วิธีง่ายๆ-ดันเพจให้ติดอันดับในช่องค้นหาเฟสบุ๊ค.png

คุณพ่อค้าแม่ค้าที่มีเพจร้านค้าทุกคนจะต้องเจอปัญหาเดียวกันก็คือการหาลูกค้า ซึ่งวิธีที่คนส่วนใหญ่ใช้และการันตีว่าจะมีคนเห็นเพจของเราก็คือการลงโฆษณากับเฟสบุ๊ค แต่รู้ไหมคะว่ามีอีกวิธีที่ทั้งดีและไม่เสียตังค์สักบาท นั่นคือการทำให้เพจร้านค้าของเราโชว์ในช่องค้นหาค่ะ เช่น เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนพิมพ์หาสินค้าของเรา อย่าง "ขายเสื้อยืด" เพจของเราก็จะขึ้นตรงช่องค้นหา ทำให้คนค้นเจอได้ง่ายๆ เพิ่มลูกค้าได้ไม่ยากเลยค่ะ

pp-keywords

เห็นรูปน้ีคุณพ่อค้าแม่ค้าหลายคนอาจคิดว่าตายละ เราไม่ได้ตั้งชื่อเพจให้คนค้นหาเจอง่ายๆ จะทำอย่างไรดี แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ไม่ว่าร้านเก่าหรือใหม่ก็สามารถแก้ไขเพจให้ค้นหาเจอได้ง่ายทั้งนั้นค่ะ ว่าแล้วก็มาดูวิธีที่จะช่วยให้เพจของคุณพ่อค้าแม่ค้าปรากฏเป็นอันดับต้นๆ ในช่องค้นหาซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าให้กันดีกว่าค่ะ :)

1. การตั้งชื่อเพจ (PAGE NAME)

PP-FB-Title
การแก้ไขชื่อเพจ ไปที่ หน้าเพจ ▶︎ เกี่ยวกับ ▶︎ กด ‘แก้ไข’ ที่ชื่อ

การแก้ไขชื่อเพจ ไปที่ หน้าเพจ ▶︎ เกี่ยวกับ ▶︎ กด ‘แก้ไข’ ที่ชื่อ

ชื่อเพจเป็นด่านแรกที่ทำให้ลูกค้าค้นหาร้านเราเจอเลยค่ะ ยิ่งถ้าลูกค้าเซิซ (Search) แล้วเจอเราง่ายเท่าไร ยิ่งทำให้เรามีลูกค้าเข้าร้านเยอะเท่านั้น เทคนิคง่ายในการตั้งชื่อเพจ

  • ชื่อร้านต้องอ่านง่าย

  • ลูกค้าต้องรู้ว่าขายอะไร

  • คำแรกของชื่อเพจสำคัญที่สุด

  • อย่าตั้งชื่อยาวมากเกินไป

ในส่วนนี้ให้ใส่สินค้าที่คุณขายเข้าไปด้วย เอาให้เป็นคำ (Keyword) ที่คิดว่าลูกค้าจะใช้ค้นหาสินค้าของคุณนะคะ เช่น จากเดิมใช้ว่า "Pimploen’s Shop" ก็อาจจะเพิ่มเป็น "Pimploen’s Shop สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า เดรส" เพื่อให้เพจร้านของเราโชว์เวลาที่มีคนค้นหาด้วยคำแบบนี้ค่ะ ใครที่อยากเปลี่ยนชื่อเพจ ดูขั้นตอนการยื่นเรื่องของเปลี่ยนชื่อเพจได้ที่ How to วิธีเปลี่ยนชื่อเฟสบุ๊คเพจ (Facebook Page)

 

TIPS ในการตั้งชื่อเพจ

| คุณต้องรู้คีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ลูกค้าค้นหา เช่น ชื่อสินค้า เสื้อผ้าเกาหลี ชุดนอนผู้หญิง เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าค้นหาเราเจอง่ายขึ้น
| ยิ่งมีคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าชอบใช้ค้นหาอยู่ในชื่อเพจ ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าค้นหาเพจเจอได้ง่ายยิ่งขึ้น

 

 

2. ตั้ง URL FACEBOOK PAGE (USERNAME)

URL หรือ username บน Facebook จะแสดงในรูปแบบ “www.facebook.com/username” ตรง username หลัง / นี่ล่ะค่ะที่เราต้องคิดให้ดีว่าจะตั้งอย่างไรให้คนค้นหาเจอและติดอันดับทั้งบน Facebook และ Google ซึ่งเทคนิคการตั้งง่ายๆมีอย่างเดียวเลยคือ สั้น กระชับ เป็นคำที่คนใช้เซิซ หรือจะใช้ชื่อแบรนด์ก็ได้

3. ระบุข้อมูลใน ABOUT (เกี่ยวกับ) และข้อมูลสินค้า)

PP-shop-description
หลังจากแก้ชื่อเพจแล้ว เลื่อนลงมาจะเจอส่วนของ ‘ข้อมูลเพิ่มเติม’ ให้แก้ไข ‘เกี่ยวกับ’ และ ‘สินค้า'

หลังจากแก้ชื่อเพจแล้ว เลื่อนลงมาจะเจอส่วนของ ‘ข้อมูลเพิ่มเติม’ ให้แก้ไข ‘เกี่ยวกับ’ และ ‘สินค้า'

การใส่ข้อมูลใน About (เกี่ยวกับ) ในข้อมูลเพจสำคัญมากเช่นกัน ควรใส่รายละเอียดที่ตรงกับที่คำที่ลูกค้าจะพิมพ์ค้นหาให้มากที่สุด ซึ่งอันนี้ไม่ง่ายเลยเพราะข้อมูลในส่วนนี้จำกัดตัวอักษรให้เพียงแค่ 150 ตัวอักษรเท่านั้น ตรงส่วนนี้ก็ให้ใส่รายละเอียดเกี่ยวกับร้านค้าของคุณจะเป็นไอดี LINE LINE@ สำหรับติดต่อก็ได้ค่ะ

จากนั้นก็เขียนอธิบายเกี่ยวกับสินค้าที่คุณขาย โดยพยายามใช้คำที่คิดว่าลูกค้าน่าจะใช้ค้นหาสินค้า เช่น “สินค้าแฟชั่น” หรือ “เสื้อผ้า” และคำว่า “ราคาถูก” ค่ะ และถ้าอยากให้ลูกค้าค้นหาเราเจอง่ายยิ่งขึ้น แนะนำให้ใส่รายละเอียดในส่วนของสินค้าด้วยจะยิ่งมีผลต่อการค้นหาด้วยค่ะ

4. ใส่ เว็บไซต์ (WEBSITE)

 
Artboard 6.png
 

ถ้าคุณใช้ระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ Page365 อยู่แล้ว ก็สามารถนำเอา URL ร้านค้า Page365 Store ที่เราแถมฟรีให้คุณตอนคุณสมัครใช้งานมาใส่ได้เลย การใส่ข้อมูลตรงนี้ก็จะทำให้เพจของคุณสมบูรณ์ขึ้น มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ถ้าคุณพ่อค้าแม่ค้าที่ใช้ระบบ Page365 ยังไม่รู้วิธีเช็ค Website ของตัวเอง ดูตามภาพด้านล่างเลยค่ะ

pagename

 

สำหรับเพจที่มีชื่อ URL เฟสบุ๊ค

 

shopunun

สำหรับเพจที่ไม่มีชื่อ URL เฟสบุ๊ค

 

 

5. ระบุ ที่อยู่ และเบอร์ติดต่อ

เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดต่อร้านเราได้ หรือมั่นใจว่าเราเป็นร้านที่น่าชื่อถือ ที่สำคัญหากใส่ที่อยู่จะช่วยในเรื่องเมื่อลูกค้าทำการค้นหาข้อมูลในพื้นที่ใกล้เคียง หากลูกค้าอยู่ใกล้เคียงเรา จะทำให้ลูกค้าเชื่อถือ และมั่นใจในร้านเรามากยิ่งขึ้น

6. เขียนโน้ต (FACEBOOK NOTES) รองรับการค้นหา

 
Artboard 7.png
 

จากข้อ 1-6 ด้านบนนั้นคุณสามารถใส่ได้เพียงข้อความสั้น แต่ในหัวข้อนี้เป็นโอกาสอันดีของคุณแล้วที่คุณจะสามารถอธิบาย ข้อมูลร้าน ข้อมูลสินค้า รวมไปถึง ใส่คีย์เวิร์ดที่เหล่าบรรดาลูกค้าใช้พิมพ์ค้นหามาใส่ได้อย่างเต็มที่ นอกจากเขียนโน้ตแนะนำร้านแล้ว คุณยังสามารถใช้โน้ตในการเขียนอัพเดตข้อมูลข้าวสารต่างๆ โปรโมชั่น สินค้าเข้าใหม่ในโน้ต แถมแอดรูปใส่โน้ตได้ด้วย

7. ใส่ คีย์เวิร์ด (KEYWORD) และโพสต์สม่ำเสมอ

ใส่คีย์เวิร์ด (Ketword) ในโพสต์

Post_PP_SEO

ทุกครั้งที่คุณพ่อค้าแม่ค้าโพสต์ของอย่าลืมใส่คำที่คนจะค้นหา (เช่น ชื่อชนิดของสินค้า) และติด #แท็กชื่อสินค้าหรือคำที่คิดว่าคนจะค้นหาด้วยนะคะ วิธีนี้จะช่วยให้เฟสบุ๊คตรวจจับเพจของคุณได้ง่ายขึ้น ทำให้คนหาเพจของคุณเจอง่ายขึ้นด้วย

นอกจากการใส่คีย์เวิร์ด (Keyword) เข้าไปในส่วนต่างๆ ของเพจแล้วอีกส่วนที่สำคัญนั่นก็คือการโพสต์ที่จะช่วยให้คุณเจ้าของเพจ โปรโมทเพจแบบไม่เสียเงิน สิ่งสำคัญนั้นมีอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ


โพสต์บ่อยๆ และสม่ำเสมอ

พยายามหาเรื่องมาโพสต์ทุกวันให้สม่ำเสมอ ซึ่งสิ่งที่โพสต์บางครั้งอาจไม่ใช่รูปสินค้าก็ได้ค่ะ อาจเป็นการแชร์ลิงก์ไปบทความที่มีเนื้อหาดีๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของคุณ หรือรูปภาพที่คนเห็นแล้วจะรู้สึกดีอยากแชร์ต่อ ซึ่งการโพสต์บ่อยๆ จะทำให้เฟสบุ๊ครู้ว่าเพจของคุณยังมีความเคลื่อนไหว ไม่ใช่เพจที่เปิดมาแล้วก็ทิ้งไว้ว่างๆ ไม่มีการอัพเดท นี่ก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยดันเพจของคุณให้อยู่อันดับสูงๆ ในการค้นหาด้วยเหมือนกันค่ะ

 

ติดแฮชแท็ก (HASHTAG)

เวลาโพสต์ให้เราติดแฮชแท็ก (Hashtag) หรือ # และตามด้วยคีย์เวิร์ด หรือชื่อเพจเราเสมอ เพื่อให้เฟสบุ๊คจับคีย์เวิร์ดในโพสต์ของเรา เช่น #ร้านเสื้อผ้าราคาถูก #Thelittlethings #อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน แบบนี้เป็นต้นค่ะ


ทำให้คนไลค์โพสต์และเพจ

ในโพสต์ของเราควรมีประโยค Call to Action หรือประโยคเรียกลูกค้าเสมอ เช่น “สนใจสอบถามแม่ค้าได้ทางอินบ็อกซ์เลยจ้า” หรือ “สินค้าลงใหม่ทุกวันพุธ อย่าลืมกด Like Page เพื่ออัพเดตสินค้าล็อตใหม่นะคะ” เป็นต้นเมื่อเพจของเรามีคนกดไลค์เยอะ ไม่ว่าจะด้วยการกดไลค์เพจหรือกดไลค์โพสต์ เฟสบุ๊คก็จะคิดว่าเพจของเราเป็นเพจที่มีคนให้ความสนใจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้คนค้นหาเจอเป็นเพจแรกๆ ด้วยค่ะ ใครยังไม่เคยอ่านวิธีการเพิ่มการตอบสนองต่อโพสต์ของลูกเพจคลิกที่ลิงก์เพื่ออ่านได้เลยค่ะ

นอกจากการทำให้เพจติดอันดับในช่องค้นหาของเฟสบุ๊คแล้ว พิมเพลินยังมีวิธีการทำให้เพจติดหน้าแรกบน Google ด้วย ถ้าคุณพ่อค้าแม่ค้าคนไหนสนใจอยากศึกษา ก็สามารถคลิกเข้าไปอ่านกันได้เลยนะคะ :)

  

หากคุณสนใจใช้งาน Page365 คุณสามารถ สมัครใช้งานฟรี

หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เริ่มต้นกับ Page365 หรือ ทำไมเราถึงฟรี?

0 แชร์

ดีแทค” ผนึก “ดีป้า-กองทุนสื่อฯ” เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ พัฒนา 2 หลักสูตรที่ไม่มีสอนในโรงเรียน ได้แก่ “ห้องเรียนเด็กล้ำ-ห้องเรียนครูล้ำ” เพื่อให้สอดรับกับทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างอัตราเร่ง หลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เผยว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในหลากหลายมิติ ทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกิจ ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาสินค้าหรือบริการในอุตสาหกรรมดิจิทัล มากยิ่งขึ้น ดีป้าจึงเล็งเห็นความสำคัญการพัฒนาศักยภาพและทักษะของบุคลากรในประเทศทุกระดับชั้น โดยเฉพาะเยาวชนคนยุคใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต ให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศดิจิทัล เพื่อให้ประเทศไทยในยุคดิจิทัลขับเคลื่อนไปอย่างมั่นคง

“คงยากที่จะปฏิเสธ ว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่ในยุคนี้มีความเข้าใจและเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากกว่าคนรุ่นเก่า แต่จะทำอย่างไรที่จะดึกศักยภาพเหล่านั้นออกมาเพื่อในเชิงบวก เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเยาวชนเอง หรือ ต่อยอดเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ดีป้าจึงร่วมผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตร ห้องเรียนครูล้ำ และ ห้องเรียนเด็กล้ำ ขึ้นเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ ที่จะช่วยเสริมทักษะดิจิทัล ให้ทั้งคุณครูได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ที่เหมาะสม สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่นักเรียนได้รู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์ ควบคู่กับการเสริมทักษะเทคโนโลยีดิจิทัลที่สำคัญรองรับศตวรรษที่ 21” ผอ.ใหญ่ ดีป้า กล่าวเสริม

ดีแทค ภายใต้ความร่วมมือกับ ดีป้า กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย รวมทั้งพันธมิตรในแวดวงการศึกษาและภาคสังคม จึงได้ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ที่จำเป็นในชีวิตดิจิทัล โดยแบ่งเป็น 2 หลักสูตร ได้แก่ ห้องเรียนเด็กล้ำ และห้องเรียนครูล้ำ

ดร. ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า ปัจจุบันสื่อต่างๆมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนมากขึ้น ดังนั้น การส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนให้มีทักษะในการรู้เท่าทันสื่อเฝ้าระวังสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ รวมทั้งสามารถใช้สื่อในการพัฒนาตนเองชุมชนและสังคมจึงเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญของกองทุนฯ   ซึ่งห้องเรียนเด็กล้ำจะช่วยตอบโจทย์การเรียนรู้และเสริมทักษะใหม่ด้านดิจิทัลแก่เด็กและเยาวชนได้ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสอันดีและเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความร่วมมือกับองค์กรต่างๆที่มีเป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศที่ดีต่อสังคมอินเทอร์เน็ตร่วมกัน

ห้องเรียนครูล้ำ : ยกบทบาทครูเป็นโค้ชช่วยสร้างทักษะชีวิตให้นักเรียน

ภูมิทัศน์การเรียนการสอนเปลี่ยนแปลงไป การสอนออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญในช่วงของการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ ทั้งนี้ จากการสำรวจของดีแทคพบว่า คุณครูมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีออนไลน์เพื่อการสอนแบบ e-Learning มากที่สุด รวมไปถึง ปัญหาการออกแบบและพัฒนาคอร์สออนไลน์ และการสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครองในภูมิทัศน์ใหม่ รองลงมา ครูมีความหนักใจกับปัญหาการให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือที่เหมาะสมแก่นักเรียนเมื่อเผชิญกับภัยเสี่ยงออนไลน์ ได้แก่ การที่นักเรียนในเวลาหน้าจอมากเกินพอดีส่งผลต่อการเรียนและพฤติกรรม และปัญหาการกลั่นแกล้งรังแกบนโลกออนไลน์ ด้วยเหตุนี้ ทำให้ภาคีพันธมิตรได้พัฒนาหลักสูตร “ห้องเรียนครูล้ำ” ขึ้น  เพื่อเพิ่มพูนทักษะการสอนให้แก่คุณครูในยุค new normal

พร้อมทั้งสนับสนุนคุณครูให้สามารถจัดการเรียนการสอนในเรื่องการใช้ชีวิตในโลกออนไลน์อย่างรู้เท่าทัน และทักษะการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ  รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาภัยออนไลน์แก่นักเรียนได้อย่างเหมาะสม  โดยในเบื้องต้นหลักสูตรจะประกอบด้วยเนื้อหา 4 วิชา ได้แก่ 1.วิชาบูรณาการสื่อออนไลน์เพื่อการสอนในศตวรรษที่ 21 2. วิชาความหลากหลายทางเพศเพื่อหยุดการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ 3.วิชาการปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันทางออนไลน์ (Digital resilience for teacher ) และ 4.การใช้สื่อศึกษาอย่างสร้างสรรค์

มาร์คุส แอดอัคทูสเซ่น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “เยาวชนกำลังอยู่บนจุดตัดของการเปลี่ยนผ่านในอัตราเร่งสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบ สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญคือโอกาสที่มาพร้อมกับความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ ดีแทคจึงให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะทางดิจิทัล (digital upskilling) ให้เยาวชนฝึกสร้างกระบวนการทางความคิดและพัฒนาทักษะเพื่อรับกับการปรับใช้ดิจิทัลเพื่อโอกาสทางอาชีพ ขณะเดียวกัน เยาวชนมีความตระหนักและมีความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาข้อมูลความเป็นส่วนตัวของตัวเอง การแยกแยะข่าวสารและความต้านทานที่จะไม่รับอิทธิพลความเชื่อจากโฆษณาชวนเชื่อหรือการปกป้องตัวเองจากการล่วงละเมิดทางเพศจากบุคคลแปลกหน้าบนโลกออนไลน์ ดีแทคมีความเชื่อมั่นว่า เยาวชนไทยไม่ใช่เหยื่อ แต่เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงและหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เพื่อนในวัยเดียวกันได้  เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ”

การผนึกความร่วมมือกับภาครัฐและประชาสังคมอย่าง “ห้องเรียนเด็กล้ำ-ห้องเรียนครูล้ำ” เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ความยั่งยืนของดีแทคผ่านการสร้างความร่วมมือและสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย (Policy drive) ควบคู่ไปกับการสร้างองค์ความรู้และสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักในวงกว้าง (Thought leadership) ตลอดจนการสร้างความรู้และทักษะที่จำเป็นแก่ครู พ่อแม่และผู้ปกครอง (Capacity building)

ห้องเรียนเด็กล้ำ : หลักสูตรที่ไม่มีในห้องเรียน แต่มีในโลกชีวิตจริง

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดีแทคเปิดให้บริการห้องเรียนเด็กล้ำ เพื่อรับกับความเสี่ยงออนไลน์ที่นักเรียนต้องหยุดพักอยู่บ้านตามมาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคมในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 โดยหลักสูตรใน ‘ห้องเรียนเด็กล้ำ’ แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่หนึ่ง คือ หลักสูตรการสร้างทักษะในการแยกแยะภัยในโลกออนไลน์ผ่านระบบการคิดเชิงวิพากษ์ และวิธีรับมืออย่างเป็นระบบ รวมทั้ง แนวทางปฏิบัติตนที่เหมาะสมในโลกออนไลน์ เพื่อสร้างให้เยาวชนมีความพร้อมที่จะเป็นพลเมืองอินเทอร์เน็ตที่มีความรับผิดชอบ

  • Online Privacy & Sexual abuse เรียนรู้เรื่องลักษณะของข้อมูลส่วนบุคคล ความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคล เรียนรู้เรื่องการละเมิดและแสวงหาประโยชน์ทางเพศ
  • Diversity Respect to Stop Cyber Bullying เริ่มต้นจากการทำแบบสอบถาม เพื่อให้เข้าใจถึงความหลากหลายในสังคม จนเกิดทัศนคติที่ดีต่อความแตกต่าง เกิดความเคารพ และยั้งคิดก่อนที่จะกลั่นแกล้งผู้อื่นให้เกิดความอับอายหรือเสียหาย หลักสูตรนี้เป็นผลมาจากการวิจัยและศึกษาของดีแทคเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งล้อเลียนในโลกไซเบอร์ในกลุ่มเด็กนักเรียนในระดับมัธยมต้น – ปลายที่พบว่า กลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อในการกลั่นแกล้งรังแกมากที่สุดคือ นักเรียนที่เป็น LGBTQ เรื่องที่ล้อเลียนส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวความแตกต่าง โดยเฉพาะความแตกต่างทางเพศ โดยงานวิจัยดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า เยาวชนที่เป็น LGBTQ กว่า 80% เคยถูกล้อเลียน โดยเฉลี่ยจะถูกกระทำสัปดาห์ละครั้งและสถานที่เกิดเหตุส่วนใหญ่ก็คือ ห้องเรียนของเด็กเอง
  • Anatomy of Fake News เรียนรู้ความหมายและองค์ประกอบต่างๆ ของข่าวปลอม วิธีและเครื่องมือที่สามารถใช้ในการแยกแยะ ระบุข่าวปลอม และผลกระทบที่เกิดขึ้น

และหลักสูตรในส่วนที่สอง คือ หลักสูตรที่สอนให้เยาวชนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลที่กำลังทวีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนโลก อาทิ แชทบอท ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) การแสดงผลข้อมูลด้วยภาพ (Data Visualization)  เทคนิคการเล่าเรื่อง (Story Telling)  และการสร้างบอร์ดเกม  ซึ่งเป็นเนื้อหาที่เด็กเยาวชนยุคใหม่ควรเรียนรู้  เพิ่มทักษะสู่การเป็นพลเมืองยุคดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 นี้ต่อไป

ห้องเรียนเด็กล้ำและห้องเรียนครูล้ำ พร้อมแล้วที่จะให้น้องๆ เยาวชน และบุคลากรครู อาจารย์ เข้าไปเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันแล้วได้ที่ https://learn.safeinternet.camp/

บรรยายภาพ

ผศ.ดร. ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ที่สองจากซ้าย) มาร์คุส แอดอัคทูสเซ่น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (ซ้าย) ดร. ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (ที่สองจากขวา) ดร. ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการ (ขวา) มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และเยาวชนจากโครงการ Young Safe Internet Leader Cyber Camp 2020 ในงานแถลงข่าว “ดีแทค” จับมือ “ดีป้า-กองทุนสื่อฯ” เปิดตัวพื้นที่แห่งการเรียนรู้  “ห้องเรียนเด็กล้ำ-ห้องเรียนครูล้ำ” พัฒนาทักษะชีวิตดิจิทัล  ที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) 

0 แชร์

 

วิธีวางลำโพงให้เหมือนมีโรงหนังอยู่ในบ้าน: ฉบับโฮมเธียร์เตอร์สุดคูล!

 

 
Home Theater Interior Design With Good Design Home Theater Inspiring Goodly Home Theater Interior Design Style - Home Interior Design

ระบบเสียง 5.1, 7.1 และ 9.1 ที่ให้เสียงระดับโรงภาพยนตร์ แต่จะจัดยังไงให้รู้สึกเหมือนมีโรงหนังอยู่ในบ้าน The Power เลยมีเทคนิคการจัดลำโพงให้ได้แบบโรงหนังมาฝาก

 

 

ก่อนจะเข้าสู่วิธีการจัดวางลำโพง สิ่งที่ควรทำก่อนเป็นอันดับแรกคือการเลือกชุดเครื่องเสียงที่ใช่สำหรับตัวคุณซะก่อน ซึ่งสามารถแยกได้ตามลักษณะ ดังนี้

ระบบเสียงแบบฉบับโฮมเธียร์เตอร์

เสียงคือส่วนสำคัญสำหรับประสบการณ์ในการรับชมภาพยนตร์ เกิน 50% ของความมันส์ในการดูหนังคือมีระบบเสียงที่แจ่มแมว ดังนั้นชุดเครื่องเสียงที่ใช่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนมีโรงหนังอยู่ในบ้าน

5.1 Surround sound

ระบบเสียง 5.1 ที่ดีจะช่วยให้คุณได้สัมผัสกับประสบการณ์การรับฟังเสียงรอบทิศที่เต็มอิ่ม DVD และ Blu-ray™ Super Audio CDs (SACDs), broadcast TV และวิดีโอสตรีมมิ่งส่วนใหญ่ จะมีแหล่งเสียงที่อยู่ในฟอร์แมต 5.1

7.1 Surround sound

ข้ามมาที่ระบบเสียง 7.1 กันบ้าง ระบบนี้มีการพัฒนาช่องทางเดินเสียงเอฟเฟ็กซ์และเพิ่มบรรยากาศเสียงแบบ 3D เข้ามา Blu-ray Disc™ และระบบพรีเมี่ยมสตรีมมิ่ง จะใช้ฟอร์แมตเสียงที่ช่อง 7.1 (กับระบบเสียง 5.1 ก็ยังให้เสียงที่ใช้ได้)

9.1 Surround sound

ระบบเสียง 9.1 มีการเพิ่มลำโพงหน้าสูงเข้ามา เพื่อรองรับระบบ Dolby Pro Logic® IIz ที่มีการพัฒนาขึ้นมาเพื่อรับคลื่นสัญญาณให้ดียิ่งขึ้น

 

การติดตั้งระบบเสียง

การจัดวางชุดเครื่องเสียงและระบบเสียง ให้คุณเลือกตำแหน่งการนั่งตรงกลางและหันลำโพงให้เอียงเข้าหาตำแหน่งที่นั่งปรับระดับลำโพงให้พอดีกับระดับหูขณะนั่ง (หากลำโพงเป็นแบบมีขาตั้ง)

การติดตั้งระบบเสียงต้องมีการเตรียมความพร้อมในการจัดห้องและตัวชุดเครื่องเสียงและระบบเสียงก่อน ซึ่งสามารถทำได้ ดังนี้

ปรับลำโพงให้พอเหมาะกับห้อง

ไม่มีห้องไหนที่จะตกแต่งเหมือนกันไปทุกอย่าง เพื่อให้ได้ประสบการณ์จากระบบเสียงที่ดีที่สุด คุณต้องทำการปรับจูนเสียงและเตรียมห้องโดยรวมให้พร้อมสำหรับการติดตั้งระบบเสียงเสียก่อนและนี้คือเทคนิคเล็กๆน้อยๆจากเรา:

เคลียร์พื้นที่ให้โล่ง

เคลียร์พื้นที่ระหว่างลำโพงและตำแหน่งที่นั่งให้โล่ง หากคุณนั่งแล้วมองไม่เห็นลำโพง นั้นหมายถึงสัญญาณเสียงกำลังถูกขวาง เสียงที่ได้จะไม่เต็มคุณภาพเท่าที่ควร

ทดสอบเสียง

อย่ากลัวที่จะทดลองหรือเล่นกับฟังก์ชั่นในการปรับเสียงแบบต่างๆเล็กๆน้อยๆ เพื่อดูคุณภาพเสียงที่ได้ และหลังจากฟังเสียงที่ปรับแล้วก็อย่าลืมปรับตำแหน่งพื้นที่เพื่อให้ได้เสียงที่มีคุณภาพสูงสุด

ห้องสไตล์อะคูสติก

คุณสามารถปรับห้องเพื่อให้ได้เสียงที่มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น ได้ด้วยการประดับตกแต่งผนังห้องและพื้นห้องโล่งๆ ด้วยพรมหรือของประดับผนัง

การติดตั้งระบบเสียง 5.1

  • ลำโพงกลาง Center (C) ควรอยู่ตรงกลางตำแหน่งวางอยู่ข้างล่างทีวี ตรงกหน้าตำแหน่งที่นั่ง
  • ลำโพงหน้า Front (F) ทั้งซ้าย-ขวาควรทำมุมเฉียงกับคนนั่ง ด้านซ้ายของลำโพงทำมุมประมาณ 30 องศาและด้านขวา 20 องศา
  • ลำโพงเสียงรอบทิศทาง Surround (S) ทั้งซ้าย-ขวาควรปรับให้อยู่ในระดับหู เอียงเข้าหาคนนั่งและอยู่ในแนวระนาบเดียวกับคนนั่ง

การติดตั้งระบบเสียง 7.1 (front wide)

  • ลำโพงหลักทั้ง 5 ตัวมีการจัดวางแบบเดียวกับระบบเสียง 5.1 แต่มีตำแหน่งลำโพงเพิ่มขึ้นมาอีกสองตัวคือ ลำโพงหน้ากว้าง หรือ Front Wide (FW)
  • การจัดลำโพง Front Wide (FW) ทั้งซ้าย-ขวา ควรอยู่ตรงกลางระหว่างลำโพงหน้าและลำโพงหลัง โดยทำมุมเอียงเข้าหาคนนั่งประมาณ 60 องศา

การติดตั้งระบบเสียง 7.1 (surround back)

  • มีการขยับตำแหน่งลำโพงจากตำแหน่ง Front Wide (FW) ให้เปลี่ยนมาอยู่ด้านหลัง หรือที่เรียกว่า Surround Back (SB)
  • ตำแหน่งลำโพง Surround Back ทั้งซ้าย-ขวาควรอยู่ด้านหลังคนนั่ง ตรงกับลำโพงหน้า ทำมุมเฉียงเข้าหาคนนั่งประมาณ 60 องศา

การติดตั้งระบบเสียง 9.1

  • เป็นรูปแบบการจัดวางระบบเสียงแบบเดียวกับระบบเสียง 7.1 แต่มีการเพิ่มลำโพงสูงเข้ามา หรือที่เรียกว่า Front Hight (FH)
  • สำโพง Front Hight (FH) ทั้งซ้าย-ขวา ควรติดให้ตรงกันกับลำโพงหน้า Front (F) ที่อยู่ด้านล่าง

 

Tip: การติดตั้งระบบเสียง 9.1 สามารถทำได้สามแบบคือ การวางทั้งลำโพง Front Wide (FW) และ Surround Back (SB) เข้าไว้ด้วยกันตามรูปข้างบน และแบบตัดลำโพง Front Wide (FW) หรือ Surround Back (SB) อย่างใดอย่างหนึ่งออก

เครดิต https://www.thepower.co.th/knowledge/speakers-positioning-for-home-theater/

0 แชร์

17 แนวทางตั้งค่า Facebook เพื่อความเป็นส่วนตัว

ข่าวเรื่อง Facebook ที่กระทบความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ มีให้เห็นกันแทบจะทุกอาทิตย์ โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็มีรายงานว่า Facebook ประสบปัญหาการจัดเก็บรหัสผ่านผู้ใช้นับร้อยล้านชุด โดยรหัสผ่านถูกเก็บไว้ในรูปแบบตัวอักษรที่ไม่ได้เข้ารหัส โดยที่พนักงานของ Facebook สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญดังกล่าวนี้ได้เป็นเวลาหลายปี ก่อนที่เพิ่งถูกพบโดยบังเอิญ นับว่าเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ใช้อย่างพวกเราต้องฉุกคิดถึงภัยจากการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญรวมทั้งรหัสผ่านที่อาจทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับบัญชีทรัพย์สินของเราได้ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยแนะนำ คือ การเลิกใช้งานไปเลย แต่เราคงไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นนั้น แล้วในฐานะผู้ใช้ทั่วไปควรทำอย่างไรดีที่จะรักษาความปลอดภัยบัญชีให้มากที่สุด มาดูคำตอบกัน

เริ่มต้นที่การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวขั้นพื้นฐานของ Facebook ก่อน

เราสามารถเช็คได้ว่า มีแอปฯ ใดบ้างที่เข้าถึงข้อมูล Facebook ของเรา (ชื่อ รูปภาพ วันเกิดและรายชื่อเพื่อน) ได้ในหน้าการตั้งค่าแอปฯ (App Setting) และคลิกแต่ละรายการเพื่อแสดงประเภทของข้อมูลที่เราให้สิทธิ์ในการเข้าถึง เราสามารถเลือกจำกัดการเข้าถึงในข้อมูลส่วนตัวบางรายการได้ โดยการไม่คลิกเลือกในบางรายการนั้นๆ และยังสามารถยกเลิกการเชื่อมโยงแอปฯ จากบัญชี Facebook ในหน้านี้โดยคลิก “X” ที่ปรากฏถัดจากแอปฯ

เราสามารถเช็คได้ว่า มีแอปฯ ใดบ้างที่เข้าถึงข้อมูล Facebook ของเรา (ชื่อ รูปภาพ วันเกิดและรายชื่อเพื่อน) ได้ในหน้าการตั้งค่าแอปฯ (App Setting) และคลิกแต่ละรายการเพื่อแสดงประเภทของข้อมูลที่เราให้สิทธิ์ในการเข้าถึง เราสามารถเลือกจำกัดการเข้าถึงในข้อมูลส่วนตัวบางรายการได้ โดยการไม่คลิกเลือกในบางรายการนั้นๆ และยังสามารถยกเลิกการเชื่อมโยงแอปฯ จากบัญชี Facebook ในหน้านี้โดยคลิก “/” ที่ปรากฏถัดจากแอปฯ

ไปที่ “การตั้งค่า (Settings)” เลือก “แอปและเว็บไซต์ (Apps and Websites)” จากนั้นเลือก “แก้ไขและปิดการใช้งาน (Edit and Disable)

ผู้เชี่ยวชาญจาก McAfee บริษัทชั้นนำด้านโซลูชันความปลอดภัยไซเบอร์แนะนำว่าการใช้บัญชี Facebook เพื่อลงชื่อเข้าใช้แอปฯ อื่น เสมือนสร้างการเชื่อมโยงให้ทั้งสองบริษัทคู่ค้าสามารถรวบรวมข้อมูลและสร้างโปรไฟล์เชิงลึกเกี่ยวกับตัวเราและกิจกรรมของเราได้ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้นเพื่อปกป้องข้อมูลของเราให้มั่นคงยิ่งขึ้น ควรตั้งค่าการเข้าสู่ระบบและรหัสผ่านใหม่สำหรับแอปฯ ที่เคยเข้าระบบผ่านบัญชี Facebook วิธีนี้ช่วยยุติการถูกแชร์ข้อมูลส่วนตัวระหว่างบริการต่าง ๆ ได้

– ไปที่ “การตั้งค่า (Settings)” เลือก “แอปและเว็บไซต์ (Apps and Websites)”

จากนั้นเลือก “แก้ไขและปิดการใช้งานแพลตฟอร์ม (Edit and Disable Platform”)

 

ผู้เชี่ยวชาญจาก McAfee แนะนำว่าการใช้บัญชี Facebook เพื่อลงชื่อเข้าใช้แอปฯ อื่น เสมือนสร้างการเชื่อมโยงให้ทั้งสองบริษัทคู่ค้าสามารถรวบรวมข้อมูลและสร้างโปรไฟล์เชิงลึกเกี่ยวกับตัวเราและกิจกรรมของเราได้ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้นเพื่อปกป้องข้อมูลของเราให้มั่นคงยิ่งขึ้น ควรตั้งค่าการเข้าสู่ระบบและรหัสผ่านใหม่สำหรับแอปฯ ที่เคยเข้าระบบผ่านบัญชี Facebook วิธีนี้ช่วยยุติการถูกแชร์ข้อมูลส่วนตัวระหว่างบริการต่าง ๆ ได้

ต่อไปนี้เป็นวิธีการตั้งค่าเพื่อความเป็นส่วนตัวขณะใช้งาน Facebook ซึ่งรวบรวมไว้ทั้งหมด 17 แนวทางสำคัญ (แนะนำให้ตั้งค่าผ่าน Desktop)

  1. ก่อนอื่น ควรเช็คภาพรวมการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของบัญชี

    เราสามารถเช็คสถานะคร่าวๆ ของค่าความเป็นส่วนตัวได้โดยการคลิกไปที่เครื่องหมายคำถาม (?) ด้านขวาของหน้าจอหลักและเลือก ” ………. Privacy Check Up” เราจะเห็นการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวใน 3 ส่วนสำคัญของบัญชี Facebook ดังนี้
    1.1) โพสต์ (Posts) – ควบคุมการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของเราในทุกโพสต์
    1.2) โปรไฟล์ (Profile) – สามารถ “อนุญาต” ใครบ้างและ “จำกัด” การมองเห็นข้อมูลส่วนตัว (งาน, อายุ, รายละเอียดการติดต่อ) เพียงใดได้
    1.3) แอปฯ และเว็บไซต์ (Apps and Websites) – อนุญาตให้ใครเห็นกิจกรรมของเราภายในแอปฯ Third Party

  2. กำหนดได้ว่าใครสามารถเห็นโพสต์ของเรา

    ประเด็นนี้ ผู้ใช้ Facebook ส่วนมากมักกังวล เนื่องจากคงไม่มีใครต้องการถูกหัวหน้างานสอดแนมชีวิตส่วนตัวในวันหยุด หรือให้คนที่ไม่สนิทมารับรู้ความเคลื่อนไหวมากเกินไป เมื่อใดก็ตามที่เราอัปโหลดรูปภาพ อัพเดทสถานะ (Status) หรือเช็คอินในสถานที่ใดๆ เราสามารถปรับตั้งค่าโดย
    • คลิกที่กุญแจล็อคด้านซ้ายของเพจแล้วเลือก “กิจกรรมของคุณ” และเลือก “ใครบ้างที่สามารถเห็นโพสต์ในคราวต่อๆ ไปของคุณได้”
    ตัวเลือก คือ: สาธารณะ, เพื่อน, เพื่อนทุกคนยกเว้น…, เพื่อนที่เจาะจงและ เฉพาะฉัน เป็นต้น

    “เฉพาะฉัน (Only You)” – หลายคนใช้ Facebook เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลสำหรับความทรงจำส่วนตัวหรือบล็อก เราสามารถเลือก Only You เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าของบัญชีเป็นคนเดียวที่เห็นข้อมูลเหล่านี้

    Facebook จะจดจำการตั้งค่าจากโพสต์ล่าสุดของเรา ดังนั้นอย่าลืมตั้งค่าให้เหมาะสมกับแต่ละโพสต์ด้วย

  3. กำหนดว่าใครสามารถเห็นกิจกรรมบนแอปฯ ของเรา

    หากเรามีแอปฯ Third Party เชื่อมโยงกับ Facebook ไม่ว่าจะเป็นบริการข่าวสาร แอปฯ ฟิตเนส เกมส์ บริการสตรีมมิ่งหรือแอปฯ แชร์รูปภาพ เครือข่ายโซเชียลอื่นๆ ให้ไปที่ “การตั้งค่า (Settings)” > “แอปฯ (Apps)” และกำหนดผู้ที่สามารถดูกิจกรรมของเราหรือหากต้องการลบรายชื่อบางรายชื่อ สามารถทำได้โดยคลิก “X”

  4. ปกปิดข้อมูลส่วนตัว

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Facebook ได้รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมหาศาล เช่น ที่อยู่อีเมล วันเกิด หมายเลขโทรศัพท์ สถานที่ที่เราเคยเรียน รสนิยมทางเพศ มุมมองทางการเมือง สถานที่ที่เคยพักอาศัย ที่ทำงานเก่า เคยแต่งงานกับใครและมีใครเกี่ยวข้องกับเราบ้าง  ปัจจุบัน ฝ่ายบุคคลของบริษัทฯ จำนวนไม่น้อยเลยที่ชอบเข้ามาเช็คดูบัญชีโซเชียลของผู้สมัครงาน ดังนั้นควรพิจารณาปกปิดข้อมูลส่วนตัวที่อาจจะส่งผลกระทบต่อตัวเราจะดีกว่า

  5. ซ่อนโพสต์แบบเฉพาะเจาะจง

    ยกตัวอย่าง หากเรายังแอดแฟนเก่าเป็นเพื่อนบน Facebook มีความเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายหนึ่งอาจเห็นรูปภาพของเรากับแฟนใหม่ เราสามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการกดปุ่ม “กำหนดเอง (Custom)” จากเมนู“ ใครที่จะเห็นสิ่งนี้ได้ ………” และติดแท็กคนที่เราต้องการซ่อนโพสต์ ถือเป็นวิธีที่ดีในการป้องกันไม่ให้เพื่อนบางคนที่ชอบพูดตรงไปตรงมาทำให้เราขายหน้าด้วยการแสดงความเห็นในเรื่องบางเรื่องที่ละเอียดอ่อน

  6. ซ่อนโพสต์ประเภทชั่วคราวไว้จากไทม์ไลน์

    บางทีเราอาจมีบางสิ่งที่อยากพูด เช่น ภาพล้อเลียนหรือเรื่องตลกเฉพาะช่วงเวลานั้น และไม่ต้องการให้ถูกบันทึกถาวรบนไทม์ไลน์ ให้เลือก “ซ่อนจากไทม์ไลน์ (Hide from your Timeline” ในช่องโพสต์

  7. ยุติการแชร์รูปภาพและโพสต์ของเรา

    หากเราแชร์รูปภาพหรือสถานะบน Facebook ภาพนั้นจะถูกเปิดให้แชร์กับใครก็ตามที่สามารถเข้าถึงได้ นั่นหมายถึงเพื่อน ๆ และหากคุณติดแท็กคนเป็นเพื่อนของเพื่อน หากโพสต์เป็นสาธารณะแล้วทุกคนในโลกใบนี้สามารถแชร์ได้ นอกจากการตั้งค่าโพสต์เป็น “เฉพาะฉัน (Only me)”

  8. เช็คโปรไฟล์สาธารณะของตัวเรา

    หากอยากทราบว่าโปรไฟล์ของเรามีลักษณะอย่างไรในสายตาคนที่เข้ามาดูเพจ เพื่อให้แน่ใจว่าการตั้งค่าต่างๆ เป็นไปในแบบที่ต้องการ สามารถไปที่จาก “ฟีดข่าว (Newsfeed)” ให้คลิกที่ชื่อที่ด้านซ้ายบน และคลิก “ดูในมุมมองของ” ที่ด้านล่างของรูปภาพหน้าปก

  9. กำหนดผู้ที่สามารถดูโพสต์เก่าของเราได้

    หากสมัยก่อนเราอาจจะเผลอโพสต์อะไรที่ไม่ควร ไม่ว่าจะเพราะความที่เราอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ไม่ต้องกังวลมาก เพราะเราสามารถ ไปที่ “ตั้งค่า (Settings)” > “ความเป็นส่วนตัว (Privacy)” คลิก “จำกัดโพสต์เก่า (Limit Old Posts)” ซึ่งจะเปลี่ยนการมองเห็นโพสต์ใด ๆ ให้มีเพียงเพื่อนเท่านั้นที่สามารถเห็นได้

  10. จำกัดผู้ที่สามารถส่งคำขอเป็นเพื่อน

    คลิก “ตั้งค่า (Settings) > “ความเป็นส่วนตัว (Privacy) และเลือก “ใครสามารถส่งคำขอเป็นเพื่อนถึงฉันได้ (who can send me friend requests)”

  11. บล็อกเพื่อนบางคน

    ไปที่ “การตั้งค่า (Settings)” > บล็อกโดยพิมพ์ชื่อของเพื่อน (หรือเพื่อนเก่า) ที่ต้องการบล็อกจากบัญชีของเรา โดยสามารถบล็อกไม่ให้ส่งข้อความถึงเราได้
    นอกจากนี้ยังสามารถบล็อกคนที่ไม่ได้เป็นเพื่อนด้วยโดยไปยังโปรไฟล์ของคนนั้น และคลิกที่ “ …” ทางด้านขวามือแล้วเลือกบล็อก

  12. จำกัดผู้ที่สามารถค้นหาเราผ่านข้อมูลติดต่อ

    Facebook อาจบันทึกหมายเลขมือถือและอีเมลของเรา ผู้ใช้งานบางประเภท เช่น ฝ่ายบุคคลบริษัทที่เราสมัครงานไว้ แฟนเก่า หรือมิจฉาชีพ ต้องการรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวเรา คนพวกนี้อาจเจอโปรไฟล์ของเราได้ วิธีป้องกัน ให้ไปที่ “การตั้งค่า (Settings)” > “ความเป็นส่วนตัว (Privacy)” โดยเลือก “ทุกคน เพื่อนของเพื่อนหรือเพื่อน” ได้ตามต้องการ

  13. อยากซ่อนเพจ Facebook ของเราจากการค้นหาโดย Google

    ถึงแม้เราจะซ่อนเพจจาก Search Engine ของ Facebook ได้ แต่เราสามารถซ่อนเพจจากการค้นหาโดย Google รวมถึง Search Engines อื่นๆ ได้ โดยไปที่ “การตั้งค่า (Settings) > “ความเป็นส่วนตัว (Privacy)” เลือก “วิธีที่ผู้อื่นค้นหาและติดต่อคุณ” และไปที่ตัวเลือกบรรทัดล่างสุด “คุณต้องการให้โปรแกรมค้นหานอก Facebook ลิงก์มายังโปรไฟล์ของคุณหรือไม่” และเลือก “ไม่ใช่”

  14. ปกปิดชื่อจริง

    การไม่เปิดเผยตัวตนสำหรับบางคนและในบางกรณี อาจเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจาก Facebook แสดงโปรไฟล์ทั้งหมดในผลการค้นหา การเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นอาจเป็นทางเลือกที่จำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูงหรือหลบเลี่ยงจากการถูกติดตาม
    ถึงแม้ก่อนหน้านี้ Facebook บังคับให้ใช้ชื่อจริงตอนสมัครใช้งานและมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อหลังจากนั้น หากเราใช้ชื่อปลอมอาจถูกระงับบัญชีได้ อย่างไรก็ตาม Facebook ได้ปรับท่าทีเรื่องนี้หลังจากได้รับรายงานมากมายจากผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกคุกคามและจากสมาชิกกลุ่ม LGBTQ ดังนั้นเราสามารถลองดูและอธิบายถึงความจำเป็นในการปกปิดชื่อจริง ซึ่งทาง Facebook อาจจะอนุมัติได้

  15. ปกปิดตำแหน่งที่แท้จริง

    ทุกครั้งที่เราเช็คอินในสถานที่ต่าง ๆ ข้อมูลส่วนตัวของเราทั้งหมดจะถูกนำไปใช้งานโดยแบรนด์ที่ต้องการทำโฆษณา หากต้องการปกปิดตำแหน่งของเรา สิ่งที่ควรทำคือ อย่าคลิกหมุดระบุตำแหน่งเวลาโพสต์
    อย่างไรก็ตามขณะใช้งานแอปฯ มือถือ Facebook อาจใช้ฟังก์ชัน GPS และ Wi-Fi เพื่อระบุตำแหน่งของเรา หากไม่ต้องการเปิดเผย ให้เข้าไปที่การตั้งค่าตำแหน่งบนอุปกรณ์มือถือของยกเลิกการเข้าถึงโดย Facebook

  16. ลบแท็ก / ป้องกันการถูกแท็ก

    กรณีที่เพื่อนเคยติดแท็กเราในโพสต์บางโพสต์ที่ไม่เหมาะสม ไปที่ “การตั้งค่า (Settings) > เลือกไทม์ไลน์และการติดแท็ก เราสามารถเลือกขอตรวจทานทุกแท็กก่อนที่จะปรากฏบนไทม์ไลน์ของเราหรือของคนอื่น ๆ ได้

    นอกจากนี้เราสามารถเลือกลบแท็กภายในการตั้งค่าโพสต์แต่ละรายการ หากพบว่าโพสต์ใดไม่เหมาะสม สามารถ Report โพสต์เพื่อให้ Facebook นำออกได้

  17. แท็กเพื่อนแบบจำกัดผู้ที่เห็นโพสต์

    หากเราแท็กคนอื่นในโพสต์และรูปถ่าย คนที่เห็นโพสต์นั้นโดยรวมมีจำนวนมากกว่าจำนวนที่แท็ก เมื่อใดที่เพื่อนอนุมัติโพสต์ในไทม์ไลน์ หมายถึงเพื่อนของพวกเขาทั้งหมดสามารถเห็นโพสต์นั้นได้เช่นกัน ตัวอย่าง เช่น หากเรากำลังติดแท็กเพื่อนในภาพถ่ายที่มีลูกของเรา นั่นแปลว่าเรากำลังยินยอมให้ผู้ที่อยู่นอกเครือข่ายเพื่อนของเราดูโพสต์ แชร์และแสดงความคิดเห็นได้ ดังนั้นหากไม่ต้องการคนแปลกหน้าดเห็นรูปภาพส่วนตัวของเรา ให้หลีกเลี่ยงการติดแท็กเพื่อน

ขอขอบคุณ บทความจาก 

CAT cyfence ผู้ให้บริการด้านการรักษาความปลอดภัยระบบ IT

อ้างอิงที่มา

0 แชร์

ข้อเสียการขยายตัวของอินเทอร์เน็ตไปทั่วทุกมุมโลกคือการที่บรรดาไวรัสและมัลแวร์ทั้งหลายใช้ประโยชน์จากมันในการแพร่ระบาดและจู่โจมผู้ใช้งานอย่างทั่วถึงไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนและเมื่อไหร่ ไม่แน่ว่าในเว็บไซต์ถัดไปที่คุณกำลังจะเข้าไปเยี่ยมชมนั้นอาจมีไวรัสรอคุณอยู่ก็ได้

และในฐานะที่ Chrome เป็นเว็บบราวเซอร์ที่ได้รับความนิยมลำดับต้นๆ Google จึงต้องการเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้งานว่าจะสามารถท่องเว็บไซต์ได้อย่างปลอดภัยด้วยการติดตั้งฟังก์ชั่น Antivirus ที่จะทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการสแกนตรวจสอบอุปกรณ์หรือเครื่องพีซีของคุณว่ามีมัลแวร์หรือโปรแกรมอันตรายใดๆ แฝงตัวอยู่หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่าฟังก์ชั่น Antivirus ใน Chrome นี้ไม่ใช่ Antivirus แบบ Full-Spec เหมือนแอนตี้ไว้รัสจากบริษัทด้านรักษาความปลอดภัย เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการโจมตีที่มุ่งเป้าหมายมาที่ Chrome Browser โดยเฉพาะ ซึ่งเหมาะสำหรับใช้ในกรณีที่พีซีหรือโน้ตบุ๊กไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสเอาไว้เพราะข้อจำกัดด้านพื้นที่หรือพลังประมวลผล ก็สามารถใช้ตรวจสอบความผิดปกติเบื้องต้นเช่นอยู่ดีๆ เครื่องก็ทำงานช้าลงโดยไม่ทราบสาเหตุได้

วิธีใช้งานฟังก์ชั่น Antivirus ของ Google Chrome (เดสก์ทอป)

 

1. เปิด Chrome บนพีซีหรือโน้ตบุ๊กที่คุณใช้งาน

2. คลิกปุ่ม Menu (รูปจุดสามจุด) มุมบนขวาของหน้าต่างแล้วคลิกเลือกคำสั่ง Settings

3. จะเข้าสู่หน้าการตั้งค่าหลักของ Chrome ให้คลิกเลือกเมนู Advanced ด้านซ้ายมือ

4. เมนูย่อยในหัวข้อ Advanced จะถูกแสดงให้เห็น ให้คลิกเลือกคำสั่งล่างสุด “Reset and clean up”

5. คลิกคำสั่ง “Clean up computer” ในรายการที่ปรากฏด้านขวามือ

6. ที่หัวข้อ Find harmful software ด้านล่างจะมีออปชั่นให้เลือกว่าจะแชร์ข้อมูลการตรวจสอบเฉพาะที่เกี่ยวกับไวรัสและแอพฯ ไม่พึงประสงค์กลับไปยัง Google หรือไม่ จากนั้นคลิกปุ่ม “Find”

7. Chrome จะเริ่มทำการสแกนไวรัสในระบบรวมไปถึงแอพฯต้องสงสัยที่อาจมีอยู่ในเครื่องโดยคุณไม่รู้ตัว ในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที  


8. หลังจากเสร็จเรียบร้อย Chrome จะสรุปรายงานการตรวจสอบ ซึ่งหากพบไวรัสหรือแอพฯต้องสงสัยก็สามารถกำจัด (Remove) รวมไปถึงทำการรีเซตการตั้งค่าที่อาจถูกเปลี่ยนแปลงไป (โดยมัลแวร์) ให้กลับมาเหมือนเดิม สุดท้ายให้ทำการรีสตาร์ทพีซีใหม่อีกครั้ง

คำถามทิ้งท้าย: ข้อมูลส่วนตัวจะถูกสแกนด้วยหรือเปล่า?

แน่นอนว่าหลายคนอาจระแวงว่า Google จะแอบสแกนเอาข้อมูลส่วนตัวของเราส่งกลับไปด้วยหรือไม่ ในเรื่องนี้ Justine Schuh หัวหน้าทีมด้านการรักษาความปลอดภัยของ Google Chrome ตอบไว้อย่างชัดเจนว่า “ไม่” และย้ำว่าสิ่งที่เครื่องมือนี้ทำคือการสแกนหาไฟล์และแอพฯที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยและทำงานตามสิทธิ์เท่าที่บราวเซอร์ได้รับเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่สามารถอ่านข้อมูลอื่นๆ รวมไปถึงการลบไฟล์ที่ตรวจพบนั้นก็ยังจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใช้งานก่อนเช่นกัน

 

0 แชร์

ข่าวบันเทิง

www.krobkruakao.com

ข่าวเศรษฐกิจ

www.krobkruakao.com

ข่าวการเมือง

www.krobkruakao.com

ข่าวกีฬา

www.krobkruakao.com
 "Website" นี้จัดทำขึ้นเพื่อทดสอบ Code scrip ต่่าง ๆ ตลอดถึงการพัฒนาโปรแกรมและแอฟฟิเคชั่นต่างๆเพื่อก่อเกิดนวัฒกรรมใหม่โดยมิได้มุ่งหวังผลกำไรหรือเชิงธุระกิจ  และไม่สงวนลิขสิทธิ์หรือปัญญาประดิษฐ์ใดๆทั้งสิ้นหากเนื้อหาหรือข้อมูลอันใดพึ่งมีลิขสิทธิ์  ทางคณะผู้จัดทำจะแจ้งและเครดิตผลงานตลอดถึงการประชาสัมพันธ์ให้เป็นการตอบแทน ทั้งนี้ยังคงหลักการณ์และอยู่ใต้ข้อกฏหมาย ช้อบังคับ ตามพระราชบัญติว่าด้วยคอมพิวเตอร์ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ทีมผู้พัฒนา AllsolutionsOne ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปรึกษาและพัฒนาด้านไอทีเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้กับองค์กร หน่วยงานของรัฐและเอกชน